ถ้าให้นึกถึง "สี" ของเบียร์แล้ว คนส่วนมากมักนึกถึง สีเหลืองทองในแก้วเย็นๆ เป็นหลัก แต่สำหรับนักดื่มและธุรกิจสายเบียร์คราฟต์จะทราบดีว่า เบียร์นั้นมีสีหลากหลายกว่านั้นมาก ตั้งแต่สีเหลืองฟางอ่อนใสจนถึงสีดำเข้มสนิท และสีที่เห็นในแก้วเบียร์แต่ละใบนั้นยังเป็นตัวบ่งชี้คุณภาพและรสชาติที่ซ่อนอยู่อีกด้วย
ในบทความนี้ Oceantableware จะพาคุณไปเจาะลึกว่าสีสันที่หลากหลายของเบียร์เกิดขึ้นได้อย่างไร มีเบียร์สีใดบ้างที่น่าสนใจ พร้อมเคล็ดลับในการเลือกแก้วเบียร์ที่จะยกระดับประสบการณ์การดื่มให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เบียร์มีสีแตกต่างกัน
การที่สีของเบียร์แต่ละชนิดแตกต่างกันนั้น เกิดขึ้นจากองค์ประกอบหลายๆ อย่างตลอดกระบวนการผลิต โดยมีปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้
มอลต์และระดับการคั่ว
นอกจากจะเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการทำเบียร์แล้ว มอลต์และระดับการคั่วที่ใช้ยังเป็นปัจจัยหลักที่กำหนดสีของเบียร์ โดยสามารถแบ่งลำดับเป็น 3 กลุ่ม คือ
- มอลต์คั่วอ่อน: ให้เฉดสีเหลืองนวล ทองอ่อน และสีฟาง มักพบในเบียร์ลาเกอร์ (Lager) และพิลส์เนอร์ (Pilsner)
- มอลต์คั่วกลาง: ให้เฉดสีเหลืองทองเข้มถึงสีอำพัน มักเจอในเบียร์เอล (Ale) ทั่วไป
- มอลต์คั่วเข้ม: ให้เฉดสีน้ำตาลเข้มถึงดำ มักเจอในเบียร์สเตาต์ (Stout) และพอร์เตอร์ (Porter)
กระบวนการคั่วไม่ได้เปลี่ยนแค่สีของเบียร์เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนรสชาติของเบียร์นั้นๆ อีกด้วย เช่น สเตาต์ที่ทำจากมอลต์คั่วเข้ม มักมีกลิ่นคาราเมล ช็อกโกแลต หรือกาแฟคั่วออกมาด้วย
ปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างการต้ม
นอกเหนือจากชนิดของมอลต์แล้ว ในระหว่างกระบวนการต้มเบียร์ยังเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาทางเคมีที่ส่งผลต่อสีของเบียร์อย่างชัดเจน คือ
- ปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard Reaction): ปฏิกิริยาที่เกิดจากกรดอะมิโนในมอลต์ทำปฏิกิริยากับน้ำตาลภายใต้ความร้อนสูง ยิ่งต้มนานหรือใช้ความร้อนมาก เบียร์ก็จะมีสีเข้มขึ้นพร้อมกลิ่นคั่วหอมที่เป็นเอกลักษณ์
- การคาราเมลไลเซชัน (Caramelization): ปฏิกิริยาที่เกิดจากการนำน้ำตาลในธัญพืชไปให้ความร้อนต่อจนแตกตัวและกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม พร้อมกลิ่นหอมคาราเมล ยิ่งใช้เวลานาน สีเบียร์ก็ยิ่งเข้มขึ้น
วัตถุดิบเสริมอื่นๆ
ในปัจจุบัน ผู้ผลิตมักมีการเพิ่มวัตถุดิบพิเศษเข้าไปในเบียร์คราฟต์เพื่อสร้างเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ซึ่งวัตถุดิบเหล่านี้ก็มีผลต่อสีของเบียร์ที่ต้ม ตัวอย่างเช่น
- ธัญพืชอื่นนอกจากข้าวบาร์เลย์ เช่น ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ที่ทำให้เบียร์ดูขุ่นขึ้น หรือข้าว ที่ทำให้เบียร์สีอ่อน และเนื้อเบาลง
- ผลไม้ที่เติมเข้าไปในขั้นตอนหมัก เช่น เชอร์รี่ที่อาจทำให้เบียร์มีสีแดงอมชมพู หรือส้มที่ทำให้เบียร์มีสีส้มอ่อนๆ
- สารแต่งกลิ่นและสีธรรมชาติ เช่น คาราเมลหรือกากน้ำตาล ช่วยเพิ่มความเข้มของสีโดยไม่กระทบรสชาติมากนัก
การเปลี่ยนสีของเบียร์ตามอายุ
เบียร์ที่ผ่านการเก็บไว้เป็นเวลานานมักมีสีที่เข้มขึ้น เนื่องจากสารประกอบในเบียร์ที่ค่อยๆ จมตัวลงก้นขวด จนทำให้เบียร์ส่วนที่เหลือสะท้อนแสงน้อยลงและดูสีเข้มขึ้น ประกอบกับปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) ที่ทำให้เบียร์สีเข้มขึ้นและมักมาพร้อมกลิ่นรสที่ไม่พึงประสงค์
มาตรฐานการวัดสีเบียร์ที่ควรทราบ
ในอุตสาหกรรมเบียร์มีมาตรฐานที่ใช้วัดความเข้มของสีเบียร์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคสามารถสื่อสารเรื่องสีได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยมีมาตรฐานหลักที่ใช้กัน 3 แบบ ได้แก่
- Lovibond Scale: มาตรฐานการวัดสีเบียร์ที่ใช้วิธีเทียบสีเบียร์กับแผ่นกระจกสีด้วยสายตา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการวัดสีเบียร์อย่างเป็นระบบ
- SRM (Standard Reference Method): มาตรฐานที่พัฒนาขึ้นในสหรัฐอเมริกา ใช้เครื่องมือวัดแสงที่ผ่านตัวอย่างเบียร์ ทำให้ผลลัพธ์แม่นยำและสม่ำเสมอกว่าการเทียบด้วยสายตา
- ระดับสีเบียร์ตามมาตรฐาน SRM จะเริ่มต้นที่ 0 (สีใส) ถึงระดับ 40 ขึ้นไป (สีดำ)
- EBC (European Brewery Convention): มาตรฐานที่นิยมใช้ในยุโรป ใช้หลักการวัดแสงผ่านตัวอย่างเบียร์คล้ายกับ SRM แต่ให้ค่าตัวเลขที่สูงกว่า SRM ประมาณ 1.97 เท่า
เบียร์มีสีอะไรบ้าง
หลังจากเข้าใจปัจจัยที่กำหนดสีแล้ว มาดูกันว่าเบียร์มีสีอะไรบ้าง โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มสีตามมาตรฐาน SRM ได้ดังนี้
| กลุ่มสี | ** า SRM | ตัวอย่างเบียร์ |
|---|---|---|
| สีฟาง/เหลืองอ่อน (Pale Straw) | 2–4 | อเมริกันไลท์ลาเกอร์ (American Light Lager), เบอร์ลินเนอร์ไวส์ (Berliner Weisse), วิทเบียร์ (Witbier) |
| สีทองอ่อน (Pale Gold) | 3–6 | เพลลาเกอร์ (Pale Lager), พิลส์เนอร์ (Pilsner), เฮลเลส (Helles) |
| สีทอง (Gold) | 5–6 | บลอนด์เอล (Blonde Ale), เคิลช์ (Kölsch), ไมบ็อค (Maibock) |
| สีทองเข้ม (Deep Gold) | 7–9 | เพลเอล (Pale Ale), เซซอง (Saison) |
| สีอำพัน/ทองแดง (Amber/Copper) | 10–17 | อเมริกันเพลเอล (American Pale Ale), แอมเบอร์เอล (Amber Ale), บิตเทอร์ (Bitter) |
| สีน้ำตาล (Brown) | 18–24 | บราวน์เอล (Brown Ale), ดังเคิล (Dunkel), บ็อค (Bock) |
| สีดำ/น้ำตาลเข้มมาก (Very Dark Brown/Black) | 25–40+ | สเตาต์ (Stout), พอร์เตอร์ (Porter), ชวาร์สเบียร์ (Schwarzbier) |
จากตารางจะเห็นได้ว่าสีของเบียร์มีความเชื่อมโยงกับประเภทและรสชาติของเบียร์อย่างชัดเจน เบียร์สีอ่อนมักเป็นประเภทเบียร์ที่ให้ความรู้สึกสดชื่น เนื้อเบา ในขณะที่เบียร์สีเข้มมักมาพร้อมกับความเข้มข้นและกลิ่นที่ซับซ้อนกว่า
นอกจากกลุ่มสีข้างต้นแล้ว ยังมีเบียร์บางประเภทที่มีเฉดสีนอกเหนือจากมาตรฐานทั่วไป เนื่องจากวัตถุดิบพิเศษที่เติมเข้าไป เช่น เบียร์โรเซ่ (Rosé Beer) ที่มีเฉดสีชมพูถึงแดงอมชมพู ครีก แลมบิค (Kriek Lambic) หรือเบียร์เชอร์รี่ ที่มีเฉดสีแดงเข้มจากเชอร์รี่ที่ใช้ในกระบวนการหมัก และเบียร์เปรี้ยว (Sour Beer) บางชนิดที่มีการใช้ผลไม้เป็นส่วนผสม เป็นต้น
ทำไมสีของเบียร์จึงสำคัญ
- บอกใบ้ถึงลักษณะรสชาติ: สีของเบียร์สามารถบอกเบื้องต้นได้ว่ารสชาติของเบียร์นั้นๆ จะเป็นแบบไหน เช่น
- เบียร์สีเข้มมักให้ความรู้สึกเข้มข้น กลมกล่อม มีกลิ่นคาราเมลหรือช็อกโกแลต
- เบียร์สีอ่อนมักให้ความรู้สึกสดชื่น เบา ดื่มง่าย
- สร้างความคาดหวังก่อนดื่ม: เมื่อได้เห็นสีสันเข้ม-อ่อนของเบียร์ สมองจะเริ่มคาดหวังรสชาติตามสีสันที่เห็นตั้งแต่ก่อนดื่ม และส่งผลต่อการรับรู้รสชาติจริงเมื่อได้ลิ้มลองในที่สุด
ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสีและรสชาติไม่ได้เป็นกฎตายตัวเสมอไป แต่ก็สามารถใช้เป็นแนวทางคร่าวๆ ในการคาดเดารสชาติก่อนดื่มได้
สำหรับร้านอาหารและบาร์ การนำเสนอเบียร์ให้ดูน่าดื่มและเข้ากับคอนเซปต์เมนูก็สำคัญไม่แพ้รสชาติ การเลือกภาชนะให้เหมาะสมช่วยเสริมบรรยากาศได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการจัดโต๊ะด้วยจานแก้วใสสำหรับของทานเล่น ใช้ชามแก้วเสิร์ฟเมนูจานหลักที่จับคู่กับเบียร์แต่ละสไตล์ หรือให้ลูกค้าได้ลองชิมเบียร์หลายชนิดผ่านแก้วช็อต ล้วนช่วยให้ธุรกิจดูมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
แก้วเบียร์ส่งผลต่อรสชาติเบียร์อย่างไร
นอกจากสีแล้ว แก้วเบียร์ก็เป็นส่วนสำคัญที่ส่งผลต่อการนำเสนอและรสชาติของเบียร์ที่ซ่อนอยู่ โดยเหตุผลที่คุณควรดื่มเบียร์จากแก้วเบียร์เฉพาะทาง มีดังนี้
- มองเห็นสีของเบียร์อย่างชัดเจน: แก้วเบียร์ที่มีความใสจะช่วยให้เห็นเฉดสี ทั้งความใส ความขุ่น และชั้นฟองด้านบนได้ชัดเจน
- ปลดปล่อยกลิ่นเฉพาะตัว: รูปทรงแก้วที่ออกแบบมาสำหรับเบียร์แต่ละสไตล์มีผลต่อการปลดปล่อยกลิ่นที่ซ่อนอยู่ คล้ายกับการเลือกแก้วไวน์แดงหรือแก้วแชมเปญ
- การรับรสที่ดีขึ้น: รูปทรงและการออกแบบปากแก้วยังมีผลต่อวิธีที่เบียร์ไหลเข้าสู่ปาก ที่ยกระดับทั้งการรับรสชาติและสัมผัส
- ช่วยคงอุณหภูมิให้คงที่: การออกแบบและวัสดุแก้วที่ดี ยังมีผลต่ออุณหภูมิเบียร์ด้วย เช่น แก้ว 2 ชั้นที่ช่วยรักษาความเย็นได้นานขึ้น
- ยกระดับภาพลักษณ์และประสบการณ์การดื่ม: การเสิร์ฟเบียร์ด้วยแก้วที่เหมาะสมช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของเครื่องดื่ม ให้ลูกค้ารู้สึกถึงคุณภาพและความใส่ใจในรายละเอียด
จะเห็นได้ว่า สีของเบียร์ไม่ได้มีแค่สีเหลืองทองเท่านั้น แต่ยังมีเฉดสีที่หลากหลาย ที่สะท้อนคุณภาพวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนในเบื้องหลัง การทำความเข้าใจในเรื่องเฉดสีของเบียร์แต่ละประเภท ควบคู่กับการเลือกแก้วที่เหมาะสมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ประสบการณ์การดื่มสมบูรณ์ขึ้นไปอีกขั้น

สำหรับร้านอาหารหรือบาร์ที่อยากนำเสนอเบียร์ให้ดูน่าดื่มแบบมืออาชีพ ขอแนะนำแก้วเบียร์จาก Oceantableware ที่ตอบโจทย์ทั้งดีไซน์ที่หลากหลายสำหรับเบียร์เฉพาะทาง และความใสที่ชูสีเบียร์ให้ชัดเจน โดดเด่น สะดุดสายตา
เกี่ยวกับ Oceantableware
Oceantableware คือผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชุดเครื่องแก้ว ภาชนะใส่อาหาร แก้วกาแฟ แก้วค็อกเทล และเซตของขวัญคุณภาพดีหลากหลายแบบ ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน รวมถึงจำหน่ายอุปกรณ์ครัวอื่นๆ ที่ได้มาตรฐาน จากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพระดับเวิลด์คลาส เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และจัดเลี้ยง รวมถึงบริษัทและองค์กรต่างๆ จากประสบการณ์กว่า 44 ปี เรามุ่งเน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารสู่ความทันสมัยอย่างมีสไตล์ ตอบโจทย์ทุกช่วงเวลาของความสุข ช่วยสร้างช่วงเวลาที่น่าจดจำ โอเชียนกลาสจึงเป็นผู้นำการจัดจำหน่ายชุดแก้ว และเครื่องครัวอื่นๆ ของเอเชียและส่งออกไปมากกว่า 90 ประเทศทั่วโลก
สอบถามเกี่ยวกับชุดเครื่องแก้ว และอุปกรณ์เครื่องครัวทุกรูปแบบได้ที่:
LINE: @oceantableware
โทร.: 062-390-0075
อีเมล: CS@oceanglass.com











