oceantableware

Stemware

ดูในมุมมอง ตาราง รายการ

รายการ 49-60 จาก 136

ตั้งค่าตามลำดับมากไปน้อย
ต่อหน้า
หน้า
  1. แก้วค็อกเทล MADISON MARGARITA 345 ml
    Pack of 6 pieces
    ฿791.00 ราคาปกติ ฿1,054.00
  2. แก้วคอนยัค MADISON COGNAC 650 ml
    Pack of 2 pieces
    ฿276.00 ราคาปกติ ฿325.00
  3. แก้วแชมเปญ TIME Champagne 160 ml
    Pack of 2 pieces
    ฿416.00 ราคาปกติ ฿520.00
  4. แก้วไวน์แดง TIME Red Wine 275 ml
    Pack of 2 pieces
    ฿416.00 ราคาปกติ ฿520.00
  5. แก้วไวน์ขาว TIME White Wine 225 ml
    Pack of 2 pieces
    ฿416.00 ราคาปกติ ฿520.00
  6. แก้วไวน์แดง LAVISH BORDEAUX 760 ml
    Pack of 2 pieces
    ฿1,080.00 ราคาปกติ ฿1,080.00
  7. แก้วไวน์แดง LAVISH BURGUNDY 670 ml
    Pack of 2 pieces
    ฿1,080.00 ราคาปกติ ฿1,080.00
  8. แก้วไวน์แดง LAVISH BEAUJOLAIS 520 ml
    Pack of 2 pieces
    ฿1,080.00 ราคาปกติ ฿1,080.00
  9. แก้วไวน์ขาว LAVISH CHARDONNAY 405 ml
    Pack of 2 pieces
    ฿1,020.00 ราคาปกติ ฿1,020.00
  10. แก้วแชมเปญ LAVISH CHAMPAIGN 245 ml
    Pack of 2 pieces
    ฿1,020.00 ราคาปกติ ฿1,020.00
ดูในมุมมอง ตาราง รายการ

รายการ 49-60 จาก 136

ตั้งค่าตามลำดับมากไปน้อย
ต่อหน้า
หน้า

การเลือกใช้แก้วไวน์ให้เหมาะสม

 

แก้วไวน์ เป็นปัจจัยสำคัญที่จำเป็นและส่งผลกับการดื่มไวน์อย่างที่สุด หลายคนจึงได้คิดค้นทฤษฎีเกี่ยวกับวิธีดื่มไวน์ขึ้นมามากมาย ทั้งยังเสาะหาเครื่องแก้วหรือแก้วไวน์ดีๆ ที่เหมาะกับการดื่มไวน์มาใช้ เพื่อให้สามารถดึงรสชาติแท้จริงของไวน์ออกมาได้มากที่สุด เพราะไวน์แต่ละชนิดผลิตด้วยองุ่นหลากหลายสายพันธุ์แตกต่างกันไป ทำให้มีรสชาติและกลิ่นที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบอดี้, อโรม่า, รสสัมผัส หรือปฏิกิริยาออกซิเดชัน 

แก้วไวน์ที่ดีนั้นจะต้องใสเพื่อให้เห็นสีของไวน์ได้อย่างชัดเจน เพื่อช่วยให้การดื่มไวน์มีรสชาติที่ดีขึ้นนั่นเอง โดยแก้วไวน์นั้นมีรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ซึ่งแก้วไวน์แต่ละประเภทนั้นก็จะเอาไว้ใช้ในการรินไวน์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นมารู้เกี่ยวกับวิธีการเลือกใช้แก้วไวน์หรือแก้วไวน์สวยๆ ที่เหมาะสมกับไวน์แต่ละชนิดกัน ก่อนอื่นต้องคำนึงถึงส่วนประกอบของแก้วไวน์ ดังนี้

  • ขอบแก้ว ควรเป็นขอบที่บางเพื่อที่จะให้การดื่มไวน์นั้นไหลลื่นและที่สำคัญช่วยให้เกิดการสัมผัสที่อ่อนนุ่มเวลาที่ปากไปแตะกับขอบแก้ว
  • ตัวแก้ว สำหรับส่วนนี้ถือเป็นตัวแบ่งประเภทของแก้วไวน์ โดยรูปร่างของแก้วไวน์แต่ละแบบจะสร้างขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับไวน์แต่ละประเภทนั่นเอง โดยจุดสำคัญคือตัวแก้วต้องใส สามารถ  เห็นสีของไวน์ชัดเจน
  • ก้านแก้ว เสาของแก้วที่เป็นช่วงให้ได้จับแก้ว เพื่อไม่ให้ความร้อนจากมือไปกระทบกับรสชาติของไวน์
  • ฐานแก้ว เป็นฐานด้านล่างของแก้วที่เอาไว้วางกับพื้นผิวต่างๆ อาทิ โต๊ะ เคาน์เตอร์บาร์ โต๊ะ 

 

แก้วไวน์แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร?

 

  • แก้วไวน์แดง (Red Wine Glass) ตัวแก้วจะมีลักษณะอ้วนและปากกว้าง เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้อากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชันกับไวน์ในแก้ว ซึ่งจะส่งผลให้รสชาติและกลิ่นของไวน์แดงนุ่มละมุนขึ้นอย่างชัดเจน เพราะไวน์แดงโดยปกติจะมีรสชาติที่เข้มข้นและซับซ้อน
  • แก้วไวน์ขาว (White Wine Glass) รูปทรงของแก้วไวน์ขาวจะสูงเพรียวปากแก้วไม่กว้าง เพราะไม่ต้องการให้มีปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ส่งผลต่อกลิ่นและรสชาติของไวน์ขาว และด้วยเหตุผลนี้เองที่จะทำให้อโรม่าออกมาตามแก้วไวน์ได้ดี และยังทำให้ไวน์รักษาความเย็นไว้ได้อีกด้วย
  • แก้วไวน์โรเซ่ (Rosé Wine Glass) ไม่ต้องการให้มีปฏิกิริยาออกซิเดชันมากนัก เช่นเดียวกับแก้วไวน์ขาว ดังนั้นลักษณะของตัวแก้วจะไม่เป็นกระเปาะมากนัก ควรมีทรงสูงปากแก้วไม่กว้าง เพื่อรักษาความหอมละมุนของกลิ่นผลไม้และดอกไม้
  • แก้วสปาร์คกลิ้งไวน์ (Sparkling Wine Glass) หรือแก้วแชมเปญ (Champagne Flutes) ให้เลือกแก้วที่มีรูปทรงยาวและปากแก้วแคบ เพราะรูปทรงแบบนี้จะช่วยลดการสัมผัสกับอากาศ พร้อมรักษาความซ่าของสปาร์คกลิ้งไวน์เอาไว้ให้นานที่สุดและก้านแก้วก็ควรจะมีความยาวที่พอเหมาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เสียรสชาติ ด้วยความร้อนจากมือผู้ดื่ม
  • แก้วสำหรับไวน์หวาน (Dessert Wine Glass) โดยทั่วไปไวน์หวานจะเป็นไวน์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง จึงควรเสิร์ฟในแก้วที่มีขนาดเล็ก โดยแก้วไวน์หวานมีหลายทรง ขึ้นอยู่กับระดับความหวานและปริมาณแอลกอฮอล์ของไวน์ที่ดื่ม ยิ่งระดับแอลกอฮอล์สูงปากแก้วก็ควรยิ่งเล็กตามไปด้วยเพื่อไม่ให้เสียรสชาติ