oceantableware

Stemware

ดูในมุมมอง ตาราง รายการ

รายการ 1-12 จาก 130

ตั้งค่าตามลำดับมากไปน้อย
ต่อหน้า
หน้า
  1. ชุดแก้ว Wine Beginner –White Wine Set (375 ml)
    Pack of 2 pieces
    ฿383.00 ราคาปกติ ฿425.00
  2. ชุดแก้ว Wine Beginner –Red Wine Set (625 ml)
    Pack of 2 pieces
    ฿340.00 ราคาปกติ ฿425.00
  3. แก้วน้ำ Lavish Stemless Wine Glass 620 ml
    Pack of 4 pieces
    ฿1,344.00 ราคาปกติ ฿1,680.00
  4. แก้วน้ำ Hong Kong Hip Stemless Wine Glass 625 ml
    Pack of 4 pieces
    ฿1,488.00 ราคาปกติ ฿1,860.00
  5. ชุดแก้วไวน์ THE ELEMENTS EXPLORER SET
    Pack of 5 pieces
    ฿10,076.00 ราคาปกติ ฿12,595.00
  6. ชุดแก้วไวน์ HIP Celebrations
    Pack of 12 piece
    ฿4,472.00 ราคาปกติ ฿6,880.00
  7. ชุดแก้วไวน์ Unique Celebrations
    Pack of 12 piece
    ฿4,082.00 ราคาปกติ ฿6,280.00
  8. ชุดแก้วค็อกเทล Crafted Celebrations
    Pack of 6 piece
    ฿2,766.00 ราคาปกติ ฿4,255.00
  9. แก้ววิสกี้ GRAN SHERRIED 235 ML.
    Pack of 2 pieces
    ฿3,074.00 ราคาปกติ ฿3,415.00
  10. แก้ววิสกี้ GRAN PEATED 160 ML.
    Pack of 2 pieces
    ฿3,074.00 ราคาปกติ ฿3,415.00
ดูในมุมมอง ตาราง รายการ

รายการ 1-12 จาก 130

ตั้งค่าตามลำดับมากไปน้อย
ต่อหน้า
หน้า

การเลือกใช้แก้วไวน์ให้เหมาะสม

 

แก้วไวน์ เป็นปัจจัยสำคัญที่จำเป็นและส่งผลกับการดื่มไวน์อย่างที่สุด หลายคนจึงได้คิดค้นทฤษฎีเกี่ยวกับวิธีดื่มไวน์ขึ้นมามากมาย ทั้งยังเสาะหาเครื่องแก้วหรือแก้วไวน์ดีๆ ที่เหมาะกับการดื่มไวน์มาใช้ เพื่อให้สามารถดึงรสชาติแท้จริงของไวน์ออกมาได้มากที่สุด เพราะไวน์แต่ละชนิดผลิตด้วยองุ่นหลากหลายสายพันธุ์แตกต่างกันไป ทำให้มีรสชาติและกลิ่นที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบอดี้, อโรม่า, รสสัมผัส หรือปฏิกิริยาออกซิเดชัน 

แก้วไวน์ที่ดีนั้นจะต้องใสเพื่อให้เห็นสีของไวน์ได้อย่างชัดเจน เพื่อช่วยให้การดื่มไวน์มีรสชาติที่ดีขึ้นนั่นเอง โดยแก้วไวน์นั้นมีรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ซึ่งแก้วไวน์แต่ละประเภทนั้นก็จะเอาไว้ใช้ในการรินไวน์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นมารู้เกี่ยวกับวิธีการเลือกใช้แก้วไวน์หรือแก้วไวน์สวยๆ ที่เหมาะสมกับไวน์แต่ละชนิดกัน ก่อนอื่นต้องคำนึงถึงส่วนประกอบของแก้วไวน์ ดังนี้

  • ขอบแก้ว ควรเป็นขอบที่บางเพื่อที่จะให้การดื่มไวน์นั้นไหลลื่นและที่สำคัญช่วยให้เกิดการสัมผัสที่อ่อนนุ่มเวลาที่ปากไปแตะกับขอบแก้ว
  • ตัวแก้ว สำหรับส่วนนี้ถือเป็นตัวแบ่งประเภทของแก้วไวน์ โดยรูปร่างของแก้วไวน์แต่ละแบบจะสร้างขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับไวน์แต่ละประเภทนั่นเอง โดยจุดสำคัญคือตัวแก้วต้องใส สามารถ  เห็นสีของไวน์ชัดเจน
  • ก้านแก้ว เสาของแก้วที่เป็นช่วงให้ได้จับแก้ว เพื่อไม่ให้ความร้อนจากมือไปกระทบกับรสชาติของไวน์
  • ฐานแก้ว เป็นฐานด้านล่างของแก้วที่เอาไว้วางกับพื้นผิวต่างๆ อาทิ โต๊ะ เคาน์เตอร์บาร์ โต๊ะ 

 

แก้วไวน์แต่ละชนิดต่างกันอย่างไร?

 

  • แก้วไวน์แดง (Red Wine Glass) ตัวแก้วจะมีลักษณะอ้วนและปากกว้าง เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้อากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาออกซิเดชันกับไวน์ในแก้ว ซึ่งจะส่งผลให้รสชาติและกลิ่นของไวน์แดงนุ่มละมุนขึ้นอย่างชัดเจน เพราะไวน์แดงโดยปกติจะมีรสชาติที่เข้มข้นและซับซ้อน
  • แก้วไวน์ขาว (White Wine Glass) รูปทรงของแก้วไวน์ขาวจะสูงเพรียวปากแก้วไม่กว้าง เพราะไม่ต้องการให้มีปฏิกิริยาออกซิเดชันที่ส่งผลต่อกลิ่นและรสชาติของไวน์ขาว และด้วยเหตุผลนี้เองที่จะทำให้อโรม่าออกมาตามแก้วไวน์ได้ดี และยังทำให้ไวน์รักษาความเย็นไว้ได้อีกด้วย
  • แก้วไวน์โรเซ่ (Rosé Wine Glass) ไม่ต้องการให้มีปฏิกิริยาออกซิเดชันมากนัก เช่นเดียวกับแก้วไวน์ขาว ดังนั้นลักษณะของตัวแก้วจะไม่เป็นกระเปาะมากนัก ควรมีทรงสูงปากแก้วไม่กว้าง เพื่อรักษาความหอมละมุนของกลิ่นผลไม้และดอกไม้
  • แก้วสปาร์คกลิ้งไวน์ (Sparkling Wine Glass) หรือแก้วแชมเปญ (Champagne Flutes) ให้เลือกแก้วที่มีรูปทรงยาวและปากแก้วแคบ เพราะรูปทรงแบบนี้จะช่วยลดการสัมผัสกับอากาศ พร้อมรักษาความซ่าของสปาร์คกลิ้งไวน์เอาไว้ให้นานที่สุดและก้านแก้วก็ควรจะมีความยาวที่พอเหมาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เสียรสชาติ ด้วยความร้อนจากมือผู้ดื่ม
  • แก้วสำหรับไวน์หวาน (Dessert Wine Glass) โดยทั่วไปไวน์หวานจะเป็นไวน์ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูง จึงควรเสิร์ฟในแก้วที่มีขนาดเล็ก โดยแก้วไวน์หวานมีหลายทรง ขึ้นอยู่กับระดับความหวานและปริมาณแอลกอฮอล์ของไวน์ที่ดื่ม ยิ่งระดับแอลกอฮอล์สูงปากแก้วก็ควรยิ่งเล็กตามไปด้วยเพื่อไม่ให้เสียรสชาติ